เรื่องรอบตัว
ทำความรู้จักการบูลลี่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทำความรู้จักการบูลลี่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทำความรู้จักการบูลลี่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

ทำความรู้จักการบูลลี่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน Bully คือ พฤติกรรมก้าวร้าวที่คนหรือกลุ่มคนที่มีความได้เปรียบทางใดทางหนึ่งกระทำต่อผู้ที่เสียเปรียบ หรืออ่อนแอกว่าอย่างต่อเนื่อง จนผู้ถูกกระทำรู้สึกแย่ เจ็บปวด หรือเกิดความเครียด ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจเป็นการใช้กำลัง การใช้ถ้อยคำทำร้ายจิตใจ การใช้แรงกดดันทางสังคม การกีดกันลิดรอนสิทธิหรือปฏิบัติใด ๆ ก็ตามในทางลบ

ทำความรู้จักการบูลลี่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

บูลลี่ กับ สิทธิมนุษยชน?

การบูลลี่มีมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราทุกคนต่างกระทำสิ่งนี้ด้วย “ความเคยชิน” โดยตั้งแต่ยังเด็กก็มีการหยอกล้อหรือแกล้งกันตามประสาของเด็กที่ไร้เดียงสา พอโตมาอีกระดับหนึ่งที่เริ่มมีความรู้มากขึ้น ทำให้การบูลลี่นั้นค่อย ๆ รุนแรงขึ้นถึงขั้นทำให้เกิดการสูญเสีย แม้ว่ามันจะรุนแรงแค่ไหนเราต่างก็ทำมันเพราะคิดว่ามันสนุกและเคยชินกับมัน

ในด้านสิทธิมนุษยชน หากนำเรื่องของการบูลลี่มาเทียบกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ Universal Declaration Human Rights (UDHR) ซึ่งเป็นหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐาน 30 ข้อ ที่มีขึ้นเพื่อส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนทั่วโลก เราจะมองเห็นว่าการบูลลี่นั้นเป็นเรื่องของการละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้ด้วยเช่นกัน

มาดูกันว่า การบูลลี่ได้ทำการละเมิดสิทธิในข้อไหนกันบ้างในหลักสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพพื้นฐาน

1. เราทุกคนเกิดมามีสิทธิ ศักดิ์ศรี เท่าเทียมกัน มีอิสระและเสมอภาค

ทุกคนต่างเกิดมาจากพื้นที่ที่แตกต่างกัน บางคนเกิดมาอยู่ในฐานะที่ดี แต่กับบางคนอาจจะเกิดมาอยู่ในฐานะที่ไม่ดีหรือสูญเสียสิ่งสำคัญไปตั้งแต่กำเนิด แต่สิ่งหนึ่งที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ “ความเป็นมนุษย์” ทุกคนล้วนอาศัยอยู่บนโลกร่วมกัน เพราะฉะนั้น ทุกคนล้วนมีสิทธิที่จะได้รับในสิ่งที่ต้องการ ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับชีวิตที่ดีขึ้น ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาที่เท่าเทียมกัน ทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี ทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรม ทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นต่อสิ่งที่ถูกต้อง และทุกคนมีสิทธิที่จะเลือกใช้ชีวิตของตัวเองได้โดยไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน

ทำความรู้จักการบูลลี่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

2. เราทุกคนต้องไม่ถูกเลือกปฏิบัติไม่ว่าจะเป็นเหตุผลใดก็ตาม

คนที่มีลักษณะที่แตกต่างจากคนอื่น เช่น คนที่มีความบกพร่องทางด้านร่างกาย คนที่มีบุคคลิกที่เป็นเอกลักษณ์ หรือมีทัศนคติที่ไม่เหมือนใคร ด้วยความที่พวกเขาแตกต่างจากบริบทสังคมอาจทำให้ผู้คนรอบข้างกีดกั้นโอกาสของพวก หรืออาจจะผลักพวกเขาให้อยู่ในสังคมอย่างโดดเดี่ยวเพียงแค่เพราะว่าพวกเขานั้นแตกต่าง พวกเขาควรจะมีสิทธิและเสรีภาพที่จะได้อยู่ร่วมกับคนอื่นๆในสังคม ดังนั้นเราควรที่เปิดใจในการยอมรับความแตกต่างของพวกเขาเพราะพวกเขาอาจจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมไปในทิศทางที่เราคาดไม่ถึง

3. เราทุกคนมีเสรีภาพที่จะเลือกนับถือศาสนา

ในระดับของช่วงวัยเรียน จะเห็นชัดเจนเลยว่ามีการหยอกล้อกันเรื่องของศาสนาค่อนข้างเยอะพอสมควรเพราะเพราะด้วยหลักปฏิบัติที่แตกต่างกัน บางคนมองเป็นเรื่องสนุกและหยิบมาล้อกันโดยไม่คิดว่าจะเกิดปัญหาอะไร แต่สำหรับบางคน การเหยียดศาสนานั้นเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมากสำหรับพวกเขา เพราะการที่ทุกคนมองว่าการปฏิบัติตามหลักศาสนาของเขาเป็นเรื่องตลกทำให้ผู้พวกเขารู้สึกไม่ดีแถมอาจจะพาลไม่ชอบคนที่มาว่าพวกเขาด้วย ดังนั้น ไม่ว่าใครจะนับถือศาสนาใดก็ตาม เราควรที่จะเคารพซึ่งกันและกันเพราะทุกคนต่างมีสิทธิที่จะนับถือไม่ว่าจะศาสนาใดก็ตาม

4. เราทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและแสดงความคิดเห็น

สิ่งหนึ่งสำหรับคนในประเทศไทยที่ยังคงมีกันน้อยอยู่ก็คือ “การแสดงออก” ไม่ใช่ว่าพวกเขาไม่กล้าหรือกลัว แต่เป็นเพราะสังคมรอบข้างทำให้พวกเขาไม่อยากนำเสนอหรือแสดงออกในสิ่งที่แตกต่างไปจากความรู้เดิมหรือบริบทสังคมเดิม พวกเขาถูกกีดกั้นทางความคิดเพียงแค่เพราะคนรอบข้างบอกว่ามันผิด หรือบางครั้งก็ถึงขั้นสั่งให้พวกเขาหยุดคิดและหยุดพูดในสิ่งที่พวกเขานำเสนอเพราะสังคมมองว่ามันเป็นเรื่องที่ “ไม่ถูกต้อง” ตามความคิดและความเชื่อของคนส่วนใหญ่ จึงถือว่าเป็นอีกอีกสิ่งหนึ่งที่พวกเขาถูกละเมิดไป อย่างไรก็ตามทุกคนมีสิทธิที่จะแสดงออกและแสดงความคิดเห็นตราบใดที่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้เป็นการทำให้เกิดความเกลียดชัง (Hate Speech) หรือยุยงให้้เกิดความแตกแยกในสังคม พวกเราควรที่จะรับฟังความคิดเห็นที่แตกต่างเพราะบางอย่างสามารถเปลี่ยนแปลงอนาคตหรือชีวิตประจำวันของเราได้เลย

ทำความรู้จักการบูลลี่ที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน

5. เราทุกคนมีหน้าที่ต่อส่วนรวมและเคารพสิทธิของผู้อื่น

เมื่อเรารู้ว่าตัวเราเองนั้นมีสิทธิและเสรีภาพบนโลกใบนี้ เราก็ต้องไม่ลืมที่จะเคารพสิทธิของผู้อื่นด้วยเช่นกัน บางครั้งเราใช้สิทธิและเสรีภาพมากเกินไปโดยที่ไม่สนใจว่าจะเป็นอย่างไร จนทำให้เข้าข่ายของการบูลลี่ที่ส่งผลกระทบที่ไม่ดีต่อผู้คนรอบข้างและละเมิดสิทธิของผู้อื่นได้ ดังนั้นเราควรใช้สิทธิและเสรีภาพของตนในขอบเขตที่พอเหมาะและสมควร

แล้วเราจะรับมือกับการบูลลี่ได้อย่างไร?

  • ตั้งสติให้รู้ตัวว่ากำลังเจอกับการรังแก
  • เดินจากไปอย่างสงบ ไม่ใส่ใจ
  • อย่าให้ผู้กลั่นแกล้งรู้สึกสนุกจากการตอบสนองของเรา
  • มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองเป็นและคุณค่าของเรา
  • อยู่ในที่ปลอดภัย มีเพื่อนที่เข้าใจอยู่ข้างๆ
  • ไม่เลือกใช้กำลังเพราะนั่นอาจเป็นสิ่งที่ผู้กลั่นแกล้งต้องการ
  • หากการกลั่นแกล้งยังรุนแรง ให้พูดคุยกับผู้ใหญ่ที่เข้าใจและรู้วิธีจัดการ

วิธีแก้ไขและรับมือกับการบูลลี่

1. อย่าคิดว่าปัญหาเกิดจากตัวเรา

การมีอัตลักษณ์ที่ต่างจากผู้อื่น เช่น เพศสภาพ เชื้อชาติ รูปร่างหน้าตา สีผิว ไม่ใช่ความผิดของผู้ถูกบูลลี่เลยแม้แต่น้อย แต่เป็นเพราะทัศนคติของผู้ที่บูลลี่คนอื่นต่างหาก สิ่งสำคัญคือการปรับเปลี่ยนทัศนคติและมุมมองของตนเองก่อนเป็นอันดับแรก หากมีคนรู้จักของคุณเป็นผู้ถูกกระทำ จงบอกเขาว่า ไม่ได้ทำอะไรผิดอะไร แต่เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากตัวผู้กระทำ (บูลลี่) เองต่างหาก

2. ใช้ความนิ่งสยบการบูลลี่และตอบโต้อย่างสุภาพ

การนิ่งเฉยต่อการกลั่นแกล้งช่วยให้เรื่องการกลั่นแกล้งยุติอย่างรวดเร็ว เนื่องจากผู้กระทำจะมีเจตนาให้เหยื่อตอบโต้ เพื่อสร้างความรุนแรง ความสะใจ แต่เมื่อผู้ถูกกระทำเลือกที่จะนิ่งเฉย ผู้ลงมือกลั่นแกล้งอาจรู้สึกเบื่อและเลิกทำไปเองในที่สุด หลายครั้งที่ปัญหาการกลั่นแกล้งเกิดขึ้นกับบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ส่วนหนึ่งเป็นเพราะผู้ถูกกระทำไม่กล้าที่จะพูด หรือแสดงความไม่พอใจออกมา เราต้องตอบโต้อย่างสุภาพด้วยคำพูดและการแสดงออกว่าไม่ได้รู้สึกสนุก ไม่ชอบการกระทำ รวมถึงวาจาต่างๆ และใช้ความนิ่งสยบการกลั่นแกล้ง

3. โดนแกล้งต้องรีบบอกครู ผู้ปกครองหรือพูดคุยกับเพื่อนร่วมชะตากรรม

ปัญหาการกลั่นแกล้งในโรงเรียน มักเกิดจากผู้ถูกกลั่นแกล้งไม่ได้บอกให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือครูได้รับทราบ จึงทำให้ปัญหาการกลั่นแกล้งยังคงเกิดขึ้นและไม่ได้รับการแก้ไขที่ตรงจุด ทั้งนี้การอยู่คนเดียวไม่สามารถแก้ปัญหา อีกทั้งยังทำให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง และครู ที่จะคอยสอดส่องดูแลพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กๆ ไม่ให้ตกอยู่ในภาวะเงียบหรือปลีกตัวมาอยู่คนเดียวโดยลำพัง รวมทั้งปรึกษากับทางโรงเรียนถึงนโยบายการจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะปัญหาการถูกกลั่นแกล้งที่โรงเรียนต้องได้รับความร่วมมือจากทุกส่วนเพื่อหาวิธีการรับมือ การสนับสนุนเพื่อฟื้นฟูจิตใจของเด็ก และหาวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

4. เปลี่ยนสิ่งแวดล้อม

การกลั่นแกล้งนั้นสามารถสร้างบาดแผลและปมในใจให้กับผู้ถูกกระทำ และสามารถส่งผลต่อสภาพร่างกายได้ เช่น การเบื่ออาหาร เครียดจนนอนไม่หลับ เป็นต้น ซึ่งสุขภาพคือสิ่งสำคัญที่เราควรใส่ใจ และต้องหาวิธีกำจัดความเครียดเพื่อช่วยลดความเครียด หรือต้องเปลี่ยนสถานที่ สภาพแวดล้อมที่เคยอยู่ เพื่อจัดการกับความเครียดของตนเอง รวมถึงเลือกที่จะใช้ชีวิตในสังคมสิ่งแวดล้อมที่ดี เหมาะสมกับตัวเอง ปิดรับเรื่องราวทางโซเชียลบ้าง และข้อสำคัญ หากหาทางออกไม่ได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเหมาะสม

5. ปรึกษานักจิตวิทยาหรือจิตแพทย์

หลายครั้งที่การกลั่นแกล้งได้ถูกล้ำเส้นเหยื่อจนกัดกินจิตใจ สร้างบาดแผลมานานจนกระทบต่อสภาพร่างกายและจิตใจจนผู้ถูกกระทำไม่สามารถอยู่ในสังคมต่อไปได้ บางกรณีอาจกลายเป็นความเครียด ปลีกตัวจากสังคม ไปจนถึงขั้นเก็บกด เป็นโรคซึมเศร้า และจบลงด้วยการฆ่าตัวตาย ดังนั้นเพื่อช่วยในการแก้ปัญหาได้อย่างดีและตรงจุดที่สุดคือการพบผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเป็นนักจิตวิทยา หรือจิตแพทย์ เพื่อปรึกษา ทำการรักษาอย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ

แม้การบูลลี่อาจจะดูเป็นการกระทำเล็ก ๆ ในสายตาของใครบางคนแต่อาจสร้างบาดแผลให้กับผู้ที่ถูกบูลลี่ได้ และนอกจากนี้ ยังเป็นการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ในเรื่องของความเท่าเทียม ความเสมอภาค ความหลากหลายและการแสดงออกอีกด้วย

หาเงินจากสล็อตออนไลน์ ไม่ต้องใช้ทักษะเยอะก็ทำได้ เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่า สล็อตออนไลน์ นั้นเล่นง่าย สามารถเล่นที่ไหนก็ได้ อุปกรณ์ในการเล่น ก็มีตัวเลือกมากมาย แถมยังมีเกมให้เลือกเล่นหลากหลายเกมอีกด้วย

บทความที่ไม่ควรพลาด : ต้นไม้ประดับบ้าน ช่วยฟอกอากาศได้